วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

5 โรคฮิต คร่าชีวิตคนไทย

Infographic นำเสนอข้อมูลดีๆ จากแฟนเพจเฟซบุ๊กศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เกี่ยวกับ โรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 โรค 

ข้อมูลเกี่ยวกับ 5 โรคร้ายที่พรากชีวิตคนไทยมากที่สุด เพื่อเป็นแนวทางในการระวังตัวและป้องกันตนจากโรคร้าย รวมถึงต้องหมั่นตรวจสุขภาพอยู่เสมอ เพื่อให้ห่างไกลจาก 5 โรคร้าย ดังต่อไปนี้


 1 มะเร็ง เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน

2 หัวใจและหลอดเลือด 
หากมีอาการ เจ็บหน้าอก ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์

โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค
4 โรคระบบทางเดินหายใจ เช่นวัณโรค ปอดอักเสบ ขณะที่คนไทยราว 20 ล้านคนมีเชื้อวัณโรค และพร้อมกำเริบหากสุขภาพทรุดโทรมเกิดจาก บุหรี่ ดื่มเหล้า และติดเชื้อเอดส์

5 โรคจากจากดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเราสามารถควบคุมไม่ให้เกิดได้ด้วยการ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และของมึนเมา

สมุนไพรบรรเทาโรคไข้หวัดที่มากับหน้าฝน

ในช่วงฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลง และมีความชื้นสูง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอาการลักษณะนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น 


 สำหรับช่วงฤดูฝนนี้ไข้หวัดที่ควรใส่ใจเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ที่ติดต่อกันได้ง่ายแค่ไอหรือจามรดกัน สัมผัสเสมหะผู้ป่วย หรือสัมผัสทางมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค แต่อย่าพึ่งตกใจไปค่ะเพราะไข้หวัดใหญ่นี้ป้องกันได้ไม่ยาก แค่รักษาร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อยๆ และควรฉีดวัคซีนกระตุ้นร่างกายให้มีการสร้างภูมิต้านทาน
ลดไข้ด้วยฟ้าทะลายโจร: นำต้นฟ้าทะลายโจรมามัดเป้นท่อน 1 กำมือ เอาไปต้มและให้ดื่มเมื่อมีไข้ ก่อนอาหารวันละ 3 เวลา
น้ำมะนาว+ เกลือ ขับเสมหะ :นำมะนาวมาคั้นจนได้น้ำมะนาว ใส่เกลือลงไปสักช้อนชาต่อน้ำมะนาว 1 แก้ว รสเปรี้ยวนี้จะไปกระตุ้นให้หลั่งน้ำเมือกมา ทำให้เสมหะหายหนืด ข้น
เคี้ยวมะแวง บรรเทาไอ :คนโบราณจะเก็บลูกมะแว้งเครือมาเคี้ยวเพื่อบรรเทาไอ แต่สมัยนี้มียาอมที่มีส่วนผสมของมะแว้งเครือก็ใช้บรรเทาไอได้ดีเช่นกัน

ข้อมูลจาก:ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

รู้เท่าทันโรคริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงทวาร เป็นโรคที่พบบ่อยทั้งในเพศชายและเพศหญิง ริดสีดวงทวารเป็นเนื่องจากมีภาวะที่หลอดเลือดดำที่มีอยู่ตามธรรมชาติของคนทั่วไป ในบริเวณทวารหนักเกิดการปูดพองเป็นหัว เรียกว่า หัวริดสีดวง แล้วมีการปริแตกของผนังหลอดเลือดขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ ทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว อาจพบเป็นเพียงหัวเดียวหรือหลายหัวก็ได้ โรงพยาบาลธนบุรี ให้ความรู้แนะนำเพื่อรู้ทันโรคริดสีดวงทวาร


 สาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร เกิดจากการเบ่งถ่ายอุจจาระ ท้องผูก การนั่งนานๆ ภาวะตั้งครรภ์ หรืออาจส่งผลมาจากน้ำหนักตัวมาก การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ไอเรื้อรัง ตับแข็ง ต่อมลูกหมากโตและผู้ที่มีเนื้องอกในช่องท้อง เป็นต้น

ลักษณะอาการของผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด คือ จะถ่ายอุจจาระออกมาก่อนจากนั้นจะมีเลือดสดๆ ไม่มีมูกเลือดปน มีก้อนที่ยื่นออกมาจากทวารขณะที่เบ่งอุจจาระ คลำได้ก้อนที่บริเวณทวารหนัก เจ็บและคันบริเวณทวารหนัก

สำหรับวิธีการรักษาริดสีดวงทวาร

ในปัจจุบัน มีวิธีการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก

- รักษาโดยการให้ยาเหน็บที่ทวารหนักเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและสร้างความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด อาจใช้ร่วมกับยาระบายได้
- ฉีดยาที่หัวริดสีดวงทวารเพื่อให้เกิดพังพืดรัดหัวริดสีดวงและฝ่อได้เอง มักใช้ในกรณีที่หัวริดสีดวงมีเลือดออกและหัวริดสีดวงที่ย้อยไม่มาก
- ยิงยางรัดหัวริดสีดวง(Baron Gun) จะทำให้ริดสีดวงนั้นฝ่อและหลุดออกไปเองประมาณ 7 วัน
- รักษาโดยการผ่าตัด มักใช้ในระยะที่ 3,4 และริดสีดวงที่มีการอักเสบ

อาการหลังผ่าตัดริดสีดวงทวาร อาจมีเลือดออกได้ตั้งแต่หลังผ่าตัดจนถึงประมาณวันที่ 10 ของการผ่าตัดปกติจะมีเลือดออกไม่มากและจะหยุดเอง ถ้ามีเลือดออกมากให้มาพบแพทย์ หรือมีน้ำเหลืองซึ่งที่ขอบทวาร 4-6 สัปดาห์ ในกรณีที่ไม่ได้เย็บปิดแผล และบริเวณปากทวารหนักอาจบวมเป็นติ่ง แนะนำให้นั่งแช่ก้นด้วยน้ำอุ่น อาจถ่ายอุจจาระไม่ออกในระยะแรก

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร เน้นการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ หรือ ยาเพิ่มกากใย ดื่มน้ำวันละประมาณ 6-8 แก้ว หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม ชา กาแฟ ออกกำลังกายสม่ำเสมอวันละ 30 นาทีถึง 1 ชม. อย่างน้อย 2-3 ครั้ง ต่อ สัปดาห์ ฝึกขับถ่ายอุจจาระสม่ำเสมอและขับถ่ายเป็นเวลาทุกวัน ผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำให้สังเกตว่าอาหารชนิดใดที่รับประทานแล้วช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้นให้รับประทานอาหารชนิดนั้นเพิ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมการขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ติดต่อกันอย่างน้อย 6-8 ชม. ต่อวัน และหลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนนานๆให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ


ข้อมูลโดยศูนย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลธนุบรี

กิน “พาราเซตามอล“ มากไประวังตับพัง

กิน "พาราเซตามอล" มากไประวังตับพัง
เมื่อรู้สึกปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้อย่างแรกที่คนเรามักจะคิดถึงก็คือการกินยาพาราเซตามอล เนื่องจากเป็นยาที่หาซื้อได้ง่าย แต่ เราเชื่อว่าน้อยคนนักจะรู้ว่าหากกินติดต่อกันในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจเสี่ยงตับพัง


เรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ให้ข้อมูลมาว่าปัจจุบันยาพาราเซตามอลที่ขึ้นทะเบียนในบ้านเรา มีชื่อการค้าประมาณ 900 ชื่อ การกินพาราเซตามอล ชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อแก้ปวด ลดไข้ คงไม่มีปัญหาอะไร แต่บางคนใจร้อนอยากหายเร็ว กินครั้งละ 2 เม็ด ๆ ละ 500 มก. เวลาผ่านไปยังไม่ถึง 4 ชม. ก็กินซ้ำลงไปอีก กรณีเช่นนี้ทำให้ได้รับพาราเซตามอลถึง 2 กรัม ซึ่งอาจจะเป็นพิษต่อตับได้ อีกทั้งไม่ควรกินพาราเซตามอล เกินกำหนดตามเอกสารยาที่ระบุ สำหรับขนาดเหมาะสมกับผู้ใหญ่ กิน 1 เม็ด 500 มก. ทุก 4 ชั่วโมง และไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ด สำหรับการใช้ยาในเด็ก ควรลดขนาดยาลง โดยใช้ยาครั้งละไม่เกิน 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม 

สิ่งสำคัญที่อยากฝากคือสำหรับสาวๆ นักดื่มต้องพึงระวังไว้ว่ายาพาราเซตามอลมีผลต่อคุณมากกว่าคนไม่ดื่มหลายเท่านัก และไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วันนะคะ

หิ้วของหนักนาน ส่งผลต่อไหล่และต้นแขน

การหิ้วของหนักนานๆ จะส่งผลต่อช่วงไหล่และต้นแขนอย่างไรบ้าง และจะมีวิธีป้องกันไม่ให้กระดูกและกล้ามเนื้อช่วงนี้มีอาการบาดเจ็บหรือเสื่อมสภาพอย่างไรคะ




การหิ้วของหนักเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการยก หาม แบก เทินของหนักต่างๆ เป็นเวลานานและทำบ่อยๆ ล้วนแต่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อร่างกาย กล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น เมื่อมีน้ำหนักมากกล้ามเนื้อต้องออกแรงมาก ซึ่งกล้ามเนื้อของเรามีหน้าที่เสมือนเป็นตัวช่วยกระจายแรงไม่ให้ลงบนกระดูกโดยตรง หากมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็จะดูดซับแรงกระแทกได้มาก

ในทางตรงกันข้ามหากกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรงหรือความสามารถในการกระจายแรงลดน้อยลงก็จะมีแรงกระทำต่อกระดูกและข้อต่อมากขึ้น ผลที่เกิดกับกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อที่มีการเคลื่อนไหว และบริเวณที่ต้องรับน้ำหนักบริเวณนั้นก็จะเกิดความเสื่อมและเกิดปัญหามากกว่าปกติ การดูแลที่สำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการยกของหนัก

แต่หากต้องยกของหนักก็ต้องหาผู้ช่วยและยกของอย่างถูกวิธี หมั่นดูแลความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยจัดให้มีเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมและถูกต้องเหมาะกับสภาพร่างกาย ก็จะช่วยป้องกัน อาการบาดเจ็บและความเสื่อมสภาพของกระดูกและข้อต่อได้ 

นพ. กิตติพงศ์ พงศ์แพทย์พิพัฒน์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา จาก Chirohealth Bangkok

วางมือถือบ้างนะ ถ้าอยากอายุยืน!


ปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิตยุคดิจิตอลอย่างโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนนี่ เป็นตัวอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ความดันพุ่งปรี๊ดได้พอๆ กับเกลือเค็มๆ เลยนะ นพ. Giuseppe Crippa นักวิจัยชาวอิตาลีพบว่าแม้จะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดแต่อาสาสมัครที่คุยโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ จะมีความดันโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น จากปกติ 121/77 กลายเป็น 129/82 คาดว่าอาจเป็นเพราะเสียงเรียกเข้าที่รบกวนชีวิตหรือการพูดคุยโดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้าก่อให้เกิดความเครียดก็เป็นได้

อยากแก่ช้า ป่วยยาก หมั่นดูแล “ลำไส้“

ยุคสมัยของการเร่งรีบ การแข่งขันทำงานในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ บวกกับการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้หลายคนเกิดความเครียดลึกๆ โดยไม่รู้ตัว นำมาซึ่งอาการป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เกิดอาการไม่สดชื่น ปวดท้อง ท้องอืด ขับถ่ายไม่ปกติ เมื่อไปพบแพทย์ก็ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากสาเหตุอะไร


 แต่สำหรับการแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยแบบองค์รวม (Anti-Aging Medicine) เรียกอาการเหล่านี้ว่า "ภาวะร่างกายสะสมพิษ" เมื่อร่างกายมีสารพิษสะสมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะของเสียที่ตกค้างอยู่ในตับและลำไส้ นำไปสู่การอักเสบและการรั่วซึมของผนังเซลล์ทำให้สารพิษเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดความผิดปกติและร่างกายเสียความสมดุล
ร.ต.ต.นพ.อัญวุฒิ ช่วยวงษ์ญาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของบาลานซ์ บาย ไฮโดรเฮลท์ คลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัยแบบองค์รวม กล่าวว่า คนเราจะสุขภาพดีหรือไม่ดี ดูได้จากลำไส้ สังเกตได้จากว่า ท้องอืดไหม ถ่ายสะดวกไหม เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของระบบย่อยอาหารทั้งหมด ถ้าลำไส้ดี สุขภาพด็จะดีตามไปด้วย
"ลำไส้เล็กมีความสำคัญมากที่สุด แต่คนส่วนใหญ่กลับละเลยไม่ใส่ใจในการดูแล ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายโดยตรง หากรับประทานอาหารที่มีสารปนเปื้อนหรือมีสารพิษตกค้าง ทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบ สารพิษซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย อาทิ ภูมิแพ้ สิวที่รักษาไม่หาย ข้ออักเสบรูมาตอยด์ และไทรอยด์อักเสบ"
วิธีการดูแลลำไส้เล็กให้มีสุขภาพดี ร.ต.ต.นพ.อัญวุฒิแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีสารพิษปนเปื้อน ถูกสุขลักษณะ ไม่รับประทานอาหารซ้ำซาก และรับประทานแบคทีเรียชนิดดีที่มีประโยชน์ (โปรไบโอติกส์) ซึ่งอยู่ในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยว เพื่อเสริมการช่วยย่อยให้มีประสิทธิภาพให้ดีขึ้น นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวันเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะหากดื่มน้ำน้อยจะส่งผลทำให้การดูดซึมน้ำในลำไส้ใหญ่มีปัญหาเกิดภาวะอุจจาระแข็งตัว ขับถ่ายไม่สะดวก และเกิดอาการท้องผูกได้

"สารพิษที่ตกค้างในร่างกายเปรียบเสมือนภัยเงียบที่คอยบ่อนทำลายสุขภาพ ทุกคนอยากแก่ช้าป่วยยาก การป้องกันโรคก่อนเกิดโรคสามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มต้นที่ใส่ใจดูแลตัวเอง ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย พร้อมหมั่นล้างสารพิษและอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีสุขภาพดีและห่างไกลโรคไปอีกนาน" ร.ต.ต.นพ.อัญวุฒิกล่าวทิ้งท้าย