วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

กิน “พาราเซตามอล“ มากไประวังตับพัง

กิน "พาราเซตามอล" มากไประวังตับพัง
เมื่อรู้สึกปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้อย่างแรกที่คนเรามักจะคิดถึงก็คือการกินยาพาราเซตามอล เนื่องจากเป็นยาที่หาซื้อได้ง่าย แต่ เราเชื่อว่าน้อยคนนักจะรู้ว่าหากกินติดต่อกันในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจเสี่ยงตับพัง


เรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ให้ข้อมูลมาว่าปัจจุบันยาพาราเซตามอลที่ขึ้นทะเบียนในบ้านเรา มีชื่อการค้าประมาณ 900 ชื่อ การกินพาราเซตามอล ชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อแก้ปวด ลดไข้ คงไม่มีปัญหาอะไร แต่บางคนใจร้อนอยากหายเร็ว กินครั้งละ 2 เม็ด ๆ ละ 500 มก. เวลาผ่านไปยังไม่ถึง 4 ชม. ก็กินซ้ำลงไปอีก กรณีเช่นนี้ทำให้ได้รับพาราเซตามอลถึง 2 กรัม ซึ่งอาจจะเป็นพิษต่อตับได้ อีกทั้งไม่ควรกินพาราเซตามอล เกินกำหนดตามเอกสารยาที่ระบุ สำหรับขนาดเหมาะสมกับผู้ใหญ่ กิน 1 เม็ด 500 มก. ทุก 4 ชั่วโมง และไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ด สำหรับการใช้ยาในเด็ก ควรลดขนาดยาลง โดยใช้ยาครั้งละไม่เกิน 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม 

สิ่งสำคัญที่อยากฝากคือสำหรับสาวๆ นักดื่มต้องพึงระวังไว้ว่ายาพาราเซตามอลมีผลต่อคุณมากกว่าคนไม่ดื่มหลายเท่านัก และไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วันนะคะ

หิ้วของหนักนาน ส่งผลต่อไหล่และต้นแขน

การหิ้วของหนักนานๆ จะส่งผลต่อช่วงไหล่และต้นแขนอย่างไรบ้าง และจะมีวิธีป้องกันไม่ให้กระดูกและกล้ามเนื้อช่วงนี้มีอาการบาดเจ็บหรือเสื่อมสภาพอย่างไรคะ




การหิ้วของหนักเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการยก หาม แบก เทินของหนักต่างๆ เป็นเวลานานและทำบ่อยๆ ล้วนแต่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อร่างกาย กล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น เมื่อมีน้ำหนักมากกล้ามเนื้อต้องออกแรงมาก ซึ่งกล้ามเนื้อของเรามีหน้าที่เสมือนเป็นตัวช่วยกระจายแรงไม่ให้ลงบนกระดูกโดยตรง หากมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็จะดูดซับแรงกระแทกได้มาก

ในทางตรงกันข้ามหากกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรงหรือความสามารถในการกระจายแรงลดน้อยลงก็จะมีแรงกระทำต่อกระดูกและข้อต่อมากขึ้น ผลที่เกิดกับกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อที่มีการเคลื่อนไหว และบริเวณที่ต้องรับน้ำหนักบริเวณนั้นก็จะเกิดความเสื่อมและเกิดปัญหามากกว่าปกติ การดูแลที่สำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการยกของหนัก

แต่หากต้องยกของหนักก็ต้องหาผู้ช่วยและยกของอย่างถูกวิธี หมั่นดูแลความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยจัดให้มีเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมและถูกต้องเหมาะกับสภาพร่างกาย ก็จะช่วยป้องกัน อาการบาดเจ็บและความเสื่อมสภาพของกระดูกและข้อต่อได้ 

นพ. กิตติพงศ์ พงศ์แพทย์พิพัฒน์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา จาก Chirohealth Bangkok

วางมือถือบ้างนะ ถ้าอยากอายุยืน!


ปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิตยุคดิจิตอลอย่างโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนนี่ เป็นตัวอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ความดันพุ่งปรี๊ดได้พอๆ กับเกลือเค็มๆ เลยนะ นพ. Giuseppe Crippa นักวิจัยชาวอิตาลีพบว่าแม้จะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดแต่อาสาสมัครที่คุยโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ จะมีความดันโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น จากปกติ 121/77 กลายเป็น 129/82 คาดว่าอาจเป็นเพราะเสียงเรียกเข้าที่รบกวนชีวิตหรือการพูดคุยโดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้าก่อให้เกิดความเครียดก็เป็นได้

อยากแก่ช้า ป่วยยาก หมั่นดูแล “ลำไส้“

ยุคสมัยของการเร่งรีบ การแข่งขันทำงานในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ บวกกับการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้หลายคนเกิดความเครียดลึกๆ โดยไม่รู้ตัว นำมาซึ่งอาการป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เกิดอาการไม่สดชื่น ปวดท้อง ท้องอืด ขับถ่ายไม่ปกติ เมื่อไปพบแพทย์ก็ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากสาเหตุอะไร


 แต่สำหรับการแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยแบบองค์รวม (Anti-Aging Medicine) เรียกอาการเหล่านี้ว่า "ภาวะร่างกายสะสมพิษ" เมื่อร่างกายมีสารพิษสะสมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะของเสียที่ตกค้างอยู่ในตับและลำไส้ นำไปสู่การอักเสบและการรั่วซึมของผนังเซลล์ทำให้สารพิษเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดความผิดปกติและร่างกายเสียความสมดุล
ร.ต.ต.นพ.อัญวุฒิ ช่วยวงษ์ญาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของบาลานซ์ บาย ไฮโดรเฮลท์ คลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัยแบบองค์รวม กล่าวว่า คนเราจะสุขภาพดีหรือไม่ดี ดูได้จากลำไส้ สังเกตได้จากว่า ท้องอืดไหม ถ่ายสะดวกไหม เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของระบบย่อยอาหารทั้งหมด ถ้าลำไส้ดี สุขภาพด็จะดีตามไปด้วย
"ลำไส้เล็กมีความสำคัญมากที่สุด แต่คนส่วนใหญ่กลับละเลยไม่ใส่ใจในการดูแล ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายโดยตรง หากรับประทานอาหารที่มีสารปนเปื้อนหรือมีสารพิษตกค้าง ทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบ สารพิษซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย อาทิ ภูมิแพ้ สิวที่รักษาไม่หาย ข้ออักเสบรูมาตอยด์ และไทรอยด์อักเสบ"
วิธีการดูแลลำไส้เล็กให้มีสุขภาพดี ร.ต.ต.นพ.อัญวุฒิแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีสารพิษปนเปื้อน ถูกสุขลักษณะ ไม่รับประทานอาหารซ้ำซาก และรับประทานแบคทีเรียชนิดดีที่มีประโยชน์ (โปรไบโอติกส์) ซึ่งอยู่ในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยว เพื่อเสริมการช่วยย่อยให้มีประสิทธิภาพให้ดีขึ้น นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวันเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะหากดื่มน้ำน้อยจะส่งผลทำให้การดูดซึมน้ำในลำไส้ใหญ่มีปัญหาเกิดภาวะอุจจาระแข็งตัว ขับถ่ายไม่สะดวก และเกิดอาการท้องผูกได้

"สารพิษที่ตกค้างในร่างกายเปรียบเสมือนภัยเงียบที่คอยบ่อนทำลายสุขภาพ ทุกคนอยากแก่ช้าป่วยยาก การป้องกันโรคก่อนเกิดโรคสามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มต้นที่ใส่ใจดูแลตัวเอง ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย พร้อมหมั่นล้างสารพิษและอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีสุขภาพดีและห่างไกลโรคไปอีกนาน" ร.ต.ต.นพ.อัญวุฒิกล่าวทิ้งท้าย

กระดูกพรุน เรื่องใกล้ตัวที่ต้องดูแล ก่อนจะสายเกินไป

กระดูกพรุน ปัญหาสุขภาพระดับโลก เรื่องใกล้ตัวที่ต้องดูแล ก่อนจะสายเกินไป




เชื่อหรือไม่! ปัจจุบันอุบัติการณ์โรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับ 2 ของโลก และอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนเริ่มน้อยลง ใครที่เคยคิดว่าโรคกระดูกพรุนเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้นคงต้องคิดใหม่



นอกจากสถิติที่น่าเป็นห่วงจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติยังเปิดเผยว่า ภาวะกระดูกพรุนทำให้ทุก 3 วินาที มีคนกระดูกหัก และทุก 22 วินาที มีคนกระดูกสันหลังหัก สำหรับคนไทย มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ พบว่าในกลุ่มผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ผู้หญิง 1 ใน 3 คน และผู้ชาย 1 ใน 5 คน มีปัญหากระดูกพรุน และแต่ละคนต้องสูญเสียค่ารักษาเฉลี่ยถึงปีละ 3 แสนบาท1 ฟังดูแล้วถือว่าน่าตกใจไม่ใช่น้อย สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ (Nutrilite Health Institute) เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพกระดูก จึงสนับสนุนให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกให้แข็งแรงเพราะคนไทยส่วนใหญ่ได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่ถึงครึ่งของปริมาณขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการต่อวัน บวกกับพฤติกรรมทำร้ายกระดูกต่างๆ ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพกระดูกเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกต้องหันมาให้ความสำคัญ
โรคกระดูกพรุน เกิดจากการที่แคลเซียมสลายออกจากกระดูกมากกว่าการสร้างมวลกระดูก ทำให้ความหนาแน่นในกระดูกลดลง รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระดูก ส่งผลให้รูพรุนที่มีอยู่เป็นปกติในเนื้อกระดูกสลายตัวออกจนรูพรุนกว้างขึ้น กระดูกบางลงจนไม่สามารถรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้ตามปกติ กระดูกจึงหักได้ง่าย โรคนี้จะไม่ปรากฏอาการผิดปกติใดๆ โดยกว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีการแตกหักของกระดูก หรือได้รับการกระแทกเพียงเบาๆ กระดูกก็หักแล้ว บางรายถึงขั้นทุพพลภาพหรือเสียชีวิต เนื่องจากเกิดอาการแทรกซ้อนตามมา

นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เปิดเผยว่า "องค์การอนามัยโลก รายงานว่า สถิติผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุข อันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด2 โดยอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ กระดูกพรุนเป็นปัญหาสุขภาพที่คนไทยมักมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง แคลเซียมถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของกระดูก และการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในทุกช่วงวัยจะทำให้เสี่ยงที่จะประสบกับภาวะกระดูกแตกหรือกระดูกร้าวได้เมื่อสูงอายุขึ้นเพราะโรคกระดูกพรุนไม่มีอาการบ่งชี้ในช่วงเริ่มต้น จนเมื่อรู้ตัวอีกทีก็มักจะสายเสียแล้ว"
"เป็นที่น่ากังวลว่า คนไทยรับประทานแคลเซียมน้อยมาก เฉลี่ยเพียงวันละ 361 มิลลิกรัม3 จากความต้องการต่อวันคือ 800 - 1,000 มิลลิกรัม4 ปัจจุบันยังพบว่าประชากรวัยหนุ่มสาวไปจนถึงวัยทำงานมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหา

ความผิดปกติอันเกี่ยวเนื่องกับกระดูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจัยเสี่ยงที่มักพบบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถและการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ท่านอน นั่ง ยืน หรือแม้แต่การยกของหนัก แฟชั่นที่อาจเป็นอันตรายต่อกระดูก เช่น การใส่รองเท้าส้นสูง การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว หรือแม้แต่การสูบบุหรี่ และบริโภคเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ ตลอดจนความนิยมการมีผิวขาวของผู้หญิงเอเชียก่อให้เกิดพฤติกรรมการหลบเลี่ยง
แสงแดด ซึ่งเป็นแหล่งในการสังเคราะห์วิตามินดีที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม การบริโภคอาหารไม่ถูกสัดส่วน และขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของกระดูก และอาจเกิดโรคกระดูกในที่สุด" นพ.สมบูรณ์กล่าวเพิ่มเติม
กระดูกเป็นอวัยวะที่มีชีวิตโดยมีเซลล์หลัก 2 ชนิด ชนิดแรกมีหน้าที่สลายกระดูกเรียกว่า Osteoclast และอีกชนิดหนึ่งมีหน้าที่สร้างกระดูกใหม่เรียกว่า Osteoblast ซึ่งเซลล์ทั้ง 2 ชนิดนี้ทำงานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย โดยช่วงเวลาของการสร้างและสลายกระดูกแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้ 1.) ช่วงการสร้างมวลกระดูกเริ่มต้นเมื่อแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 30 ปี 2.) ช่วงการคงมวลกระดูกเมื่ออายุ 30 - 45 ปี 3.) ช่วงการสลายมวลกระดูกเมื่ออายุ 45 ปีขึ้นไป โดยการสร้างกระดูกใช้เวลานานถึง 4 เดือน ในขณะที่แคลเซียมปริมาณเท่ากันถูกดึงออกจากกระดูกในระยะเวลาเพียง 4 สัปดาห์เท่านั้น ดังนั้น การได้รับแคลเซียมจากอาหารในปริมาณที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็กจนวัยชราจะช่วยดูแลสุขภาพของกระดูกได้ดี และช่วยลดความเสี่ยงของปัญหากระดูกบางปัญหาได้ โดยช่วงอายุที่กระดูกดูดซึมแคลเซียมได้ดีที่สุดคือ 18 - 30 ปี
ดร. คีธ แรนดอล์ฟ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของสถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ เผยว่า "แนวทางการป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดคือ การมีโภชนาการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกระดูกที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการต่อวันจะช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นคือ วิตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แร่ธาตุอื่นๆ ได้แก่ สังกะสี ทองแดง แมงกานีส เป็นองค์ประกอบรวมที่ช่วยส่งเสริมการดูแลสุขภาพกระดูกด้วยเช่นกัน และรวมไปถึงสารสกัดเข้มข้นอัลฟัลฟา ที่นอกจากจะมีแร่ธาตุแล้ว ยังมีไฟโตนิวเทรียนท์หลายชนิดที่ให้ผลดีต่อเมทา- บอลิซึมของสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกระดูกอีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงควรหันมาเสริมแคลเซียมและสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพกระดูกตั้งแต่วัยเด็กหรือหนุ่มสาวในปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละช่วงวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต นอกเหนือจากการบริโภคอาหารให้ถูกต้องตามโภชนาการแล้ว แนวทางการป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุด คือการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง การออกแดดในช่วงเช้า และเย็น และลดปัจจัยเสี่ยงต่อการทำลายกระดูกต่างๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ชา หรือกาแฟ ก็จะมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพของกระดูกให้แข็งแรงได้



 ปัญหาสุขภาพกระดูกไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราทุกคนมีโอกาสประสบกับโรคกระดูกพรุนได้ อาจไม่ใช่ในวันนี้ แต่พฤติกรรมต่างๆ ที่เราทำร้ายกระดูกจะส่งผลอย่างแน่นอนในอนาคต ยังไม่สายเกินไปที่เราจะหันมาดูแลสุขภาพกระดูกของตนเองและคนที่เรารักเช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพร่างกายส่วนอื่นๆ เพื่อกระดูกแข็งแรงอยู่กับเราไปอีกนานเท่านาน

คุมเบาหวานให้อยู่ ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

เข้าใจกันมาตลอดว่า การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้เป็นเบาหวานเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆแล้วเพียงแค่การปรับทัศนคติและพฤติกรรมการใช้ชีวิตใน 4 ข้อหลักๆก็เพียงพอแล้วกับการ "คุมเบาหวาน"

แล้วการคุมเบาหวาน หรือ การคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำคัญกับผู้ป่วยอย่างไร
จากการศึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวานครั้งใหญ่ที่สุด UKPDS (United Kingdom Prospective Diabetes Study) ซึ่งใช้เวลาถึง 20 ปี ในการศึกษากับอาสาสมัครผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 กว่า 5,000 คน ณ ศูนย์การแพทย์ 23 แห่ง ในอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือและสกอตแลนด์ ชี้ให้เห็นว่า การจัดการเบาหวานด้วยวิธีรักษาที่มีอยู่อย่างจริงจัง สามารถลดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ซึ่งเกิดจากเบาหวาน ชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด ช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคแทรกซ้อนทางตา อันเป็นผลจากเบาหวานได้ถึง 25% และโรคไตเสื่อมระยะแรกได้ถึง 33%

เห็นอย่างนี้แล้ว ทำให้เข้าใจว่าแม้โรคเบาหวานจะถือว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด แต่ผู้ป่วยก็สามารถรับมือและอยู่ร่วมกับเบาหวานอย่างเป็นปกติสุข โดยเริ่มจากการปรับทัศนะและมีความตั้งใจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใน 4 ข้อหลัก ดังนี้

1. การทานอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คาร์โบไฮเดรตมีอิทธิพลสูงสุดต่อค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่หลังอาหาร แม้จะมีหลักการแนะแนวอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือทดแทน ก็อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อผู้ป่วยเบาหวานแต่ละคนเหมือนๆกัน ดังนั้นผู้ป่วยควรมีการจัดตารางอาหารให้สมดุล ควบคู่ไปกับการคำนวณคาร์โบไฮเดรตและการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความยืดหยุ่นในการเลือกทานอาหารได้ในแต่ละวัน

2. การออกกำลังกายการทำตัวแอคทีฟ กระฉับกระเฉง และออกกำลังในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเรื่องการออกกำลังที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับยาฉีดอินซูลิน นอกจากนี้ควรคำนึงถึงข้อควรระวังต่างๆเช่น การป้องกันบาดแผลที่เท้า

3. ยาเบาหวานและอินซูลิน ผู้ป่วยเป็นเบาหวานหลายๆท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องรับประทานยาเบาหวานหรือฉีดอินซูลิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและแนวทางการรักษาจากทีมแพทย์ของผู้ป่วยแต่ละคน แต่หากได้รับการจ่ายยาจากทีมแพทย์ ผู้ป่วยจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

4. ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งก็ไม่ต่างจากการวางแผนลดน้ำหนักที่เราจะหมั่นตรวจสอบน้ำหนักตัวเป็นระยะเพื่อให้รู้ว่าแผนที่ทำมาได้ผลดีหรือไม่ ผู้ป่วยเบาหวานก็เช่นกันที่ต้องตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดไม่ว่าจะจากทีมแพทย์หรือการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง เพื่อจะทำให้คุณและทีมแพทย์ทราบว่าแผนการควบคุมเบาหวานที่ทำอยู่ได้ผลดีหรือควรจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่

ดังนั้นหากละความเคยชินเดิมๆ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกับเบาหวานหรือการจะควบคุมเบาหวานนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

HPV…ไวรัสตัวร้าย รู้จักให้ดีก่อนมีเซ็กซ์

ชื่อมั้ยว่าผู้หญิง 8 ใน 10 คน มีโอกาสติดเชื้อไวรัสตัวนี้ครั้งหนึ่งในชีวิต และส่วนใหญ่จะติดโดยไม่รู้ตัว แต่ก่อนที่จะตื่นกลัวกันไปใหญ่ มารู้จัก ไวรัส HPV แบบเจาะลึกกันเสียก่อนดีกว่า!
เรามักรู้จัก HPV ในฐานะของไวรัสที่เป็นต้นตอของมะเร็งปากมดลูก สาเหตุการเสียชีวิตของผู้หญิง 14 คนต่อวัน(มากที่สุดเป็นอันดับ 1) แต่ที่จริงแล้วไวรัสตัวนี้ไม่ได้ก่อแค่มะเร็งเท่านั้น และ ก็ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ต้องระวัง วันนี้พาคุณมาไขทุกข้อสงสัยไปกับ นพ. กมล ภัทราดูลย์ สูติ - นรีแพทย์ด้านมะเร็ง ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี

HPV คืออะไร และก่อให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง
HPV หรือ Human Papilloma Virus ก็คือ ตระกูลของไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งติดต่อกันได้ไม่เลือกไม่ว่าผหญิงหรือผู้ชาย ไวรัสตัวนี้จะอาศัยและเพิ่มจำนวนอยู่ในชั้นผิวหนัง ก่อให้เกิดความผิดปกติขึ้น กลายเป็นโรคได้ทั้งมะเร็งปากมดลูกและหูดตามผิวหนัง

HPV ติดต่อกันได้อย่างไร?อย่างที่บอกว่าเชื้อไวรัส ตัวนี้อยู่ที่ชั้นผิวหนังการติดต่อจึงเกิดจากการสัมผัส แต่ไม่ใช่แค่จับโดนเชื้อแล้วจะติดกันง่ายๆผิวหนังบริเวณที่จะติดเชื้อต้องมีแผลด้วย เราจึงมักพบเชื้อนี้จากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือแม้แต่การช่วยตัวเอง เพราะมีทั้งเชื้อไวรัสและรอยแผลเล็กๆเกิดขึ้นนั่นเองสำหรับสาวๆที่เคยได้ยินมาว่าแค่เข้าห้องน้ำสาธารณะก็ติด HPV ได้แล้วก็อย่าตื่นตระหนกไปจริงอยู่ที่มีการตรวจพบเชื้อชนิดนี้ในห้องน้ำจำนวนมาก แต่เวลาทำธุระส่วนตัว เราก็ไม่ได้ใช้อวัยวะที่มีแผลส่วนไหน (โดยเฉพาะช่องคลอด) ไปสัมผัสกับที่รองนั่งโถส้วม ก๊อกน้ำ หรือก้านกดชักโครกสักหน่อย ดังนั้น โอกาสตามทฤษฎีจึงมีความเป็นไปได้ แต่ในทางปฎิบัติแล้วเปอรืเซ้นต์การติดเชื้อจากกรณีนี้ค่อนข้างต่ำ

ป้องกันตัวเองจาก HPV ได้อย่างไร?
สำหรับสาวๆเดี๋ยวนี้มีการผลิตวัคซีนป้องกัน HPV บางตัวที่พบได้บ่อย ในประเทศไทยหมอแนะนำให้ฉีดตอนช่วงอายุประมาณ 12-13 ปี แต่ถ้าคุณยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ควรฉีดก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เป็นวัคซีนแบบฉีดเข้าไปที่แขน (ไม่ใช่ที่น้องหนู...ไม่ต้องกลัว ) ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดก็มีเพียงเล็กน้อย เช่น ปวด บวม แดง และคัน แต่ไม่รุนแรงมาก และจะหายไปในเวลาไม่นาน บางคนอาจเป็นไข้ แต่ก็จะหายไปเองเช่นกัน วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจะมีทั้งหมด 3 เข็ม แต่ละเข็มจะฉีดห่างกันและจะครบคอร์ภายใน 6 เดือน เมื่อเริ่มฉีดแล้วสาวๆก็จำเป็นจะต้องฉีดให้ครบตามเวลา

ตรวจภายในทุกปี...HPV ก็ไม่ต้องกลัว
แค่คำสั้นๆอย่างตรวจภายในสาวๆหลายคนก็ส่ายหน้าหนีไม่ค่อยอยากเจอเท่าไหร่แต่โชคร้ายของเราที่โรคร้ายอย่างมะเร็งปากมดลูกไม่มีสัญญาณเตือนอะไรที่แน่ชัดทางเดียวที่จะพบโรคได้ตั้งแต่ระยะต้นๆและเพิ่มโอกาสในการรักษาก็คือคุณต้องมาตรวจเป็นประจำและเเม้จะเคยรับวัคซีน HPV มาแล้วก็ต้องตรวจ

ตรวจเมื่อมีเซ็กซ์
ไม่มีการระบุอายุแน่ชัด ขึ้นอยู่กับว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า หรือคุณเริ่มมีเพศสัมพันธ์เร็วแค่ไหน เพราะเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์คุณก็มาตรวจดูได้แล้วล่ะ ส่วนสาวโสดถ้าประจำเดือนปกติ ตรวจสุขภาพทั่วไปและอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกปกติ จะเริ่มตรวจภายในเช็กมะเร็งปากมดลูกตอนอายุ 30 ปีขึ้นไปก็ได้

ในรอบหนึ่งเดือนเวลาไหนเหมาะที่สุด?
จริงๆ ในวันท้ายๆ ของประจำเดือนก็มาตรวจได้แล้ว หรือในช่วง 7 วันหลังหมดประจำเดือนก็ดี เพราะเป็นช่วงที่แพทย์จะสามารถมองเห็นเซลล์ต่างๆ ภายในได้ชัดเจนมากขึ้น
หมอจะตรวจยังไงบ้าง?
แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างเซลล์บริเวณปากมดลูกเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ จากนั้นก็จะตรวจด้วยตาและการคลำดูมดลูก/รังไข่ว่าผิดปกติหรือไม่ สำหรับเนื้อเยื่อที่ส่งตรวจใช้เวลารอผลประมาณ 3-5 วันเท่านั้น

เจอ HPV อย่าเพิ่งตกใจ!
เชื้อ HPV ไม่ใช่มะเร็ง การตรวจพบเชื้อก็หมายความว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็น แต่ยังไม่ได้เป็น แพทย์จะให้คำแนะนำว่าควรดูแลตัวเองอย่างไร นัดกลับมาตรวจซ้ำอีกครั้ง และขอให้คุณมั่นใจได้เลยว่า ตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างนี้ โอกาสเสียชีวิตของคุณไม่สูงเท่าที่คิดหรอก!