วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง

5 ทำ 5 ไม่ ไกลมะเร็ง
คอลัมน์ คุยกับหมอพิณ
โดย พญ.พิณนภางค์ ศรีพหล
"จากผลตรวจชิ้นเนื้อ คุณเป็นมะเร็งค่ะ" ประโยคที่หมอไม่อยากจะพูดและคนไข้ไม่อยากจะได้ยิน แค่คำว่า "มะเร็ง" คำเดียว เป็นข่าวร้าย เหมือนคำพิพากษาที่ฟาดลงมาต่อผู้ป่วยและครอบครัว แค่ได้ยินคำนั้น คนไข้ส่วนใหญ่ก็สติกระจัดกระจาย หมออธิบายอะไรไป ก็ดูจะไม่เข้าหู
อันที่จริงแล้ว มะเร็งบางอย่างบางระยะก็รักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าเลือกได้ก็ขอเลือกที่จะไม่เป็นดีกว่า  แต่บางอย่างเราก็เลือกไม่ได้ คล้ายชีวิตถูกลิขิตมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะนอนรอให้ชะตาลิขิตไปซะทีเดียว
วันนี้เราจะมาคุยกันในส่วนที่ต้องฝ่าฟัน ข้อมูล 5 ไม่ 5 ทำ นำมาจากแผ่นพับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ น่าสนใจมากทีเดียว ไม่ยาก แค่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัยเท่านั้นเองค่ะ




5 ทำ คือ 5 อย่างที่ควรทำ ได้แก่
1.ออกกำลังกายเป็นนิจ เพราะว่าจะช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจได้ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความอ้วน และคลายเครียดได้ด้วย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที
2.ทำจิตแจ่มใส เพราะร่างกายแข็งแรงมีพื้นฐานมาจากจิตใจที่แข็งแรง
3.กินผักผลไม้ เพราะในผักผลไม้อุดมไปด้วยสารต้านมะเร็ง และมีเส้นใยอาหาร ลดการเกิดโรคมะเร็งได้ เราควรทานผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ หรือประมาณ 500 กรัมต่อวัน จำง่าย ๆ ว่า (ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง)
4."กิน" อาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ซ้ำซากจำเจ "ลด" อาหารไขมันสูง อาหารปิ้ง ย่าง ทอดที่ไหม้เกรียม เนื้อสัตว์สีแดง และอาหารหมักดอง "หลีกเลี่ยง" อาหารที่มีสารดินประสิว และไนโตรซามิน เนื่องจากมีสารก่อมะเร็ง
5.ตรวจร่างกายเป็นประจำ มะเร็งบางประเภทสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าอยู่ในระยะเริ่มต้น
ดังนั้น การตรวจร่างกายประจำปีจึงสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เพราะจะทำให้รู้ว่าท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดใด
ผ่าน 5 ทำมาแล้ว ทีนี้มาถึง 5 ไม่บ้างนะคะ
1.ไม่สูบบุหรี่ บุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งไต และมะเร็งปากมดลูก นอกจากมะเร็งแล้ว บุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพองอีกด้วยนะคะ ต่อให้เราไม่ได้สูบเอง การสูดดมควันบุหรี่ที่มีสารน้ำมันทาร์ และสารเคมีมากมายที่มีสารก่อมะเร็งร่วมด้วย ดังนั้น ควร "งด" สูบบุหรี่ และ "หลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่นด้วยค่ะ
2.ไม่มีเซ็กซ์มั่ว สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และคู่นอนหลายคน มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย และมีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงวัยอันควร หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ถุงยางอนามัย และการตรวจภายในประจำปี ช่วยได้ค่ะ
3.ไม่มัวเมาสุรา สุราเกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งหลอดอาหาร แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ชายไม่ควรดื่มสุราเกิน 2 แก้วต่อวัน ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกิน 1 แก้วต่อวัน
4.ไม่ตากแดดจ้า เพราะแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ที่เป็นปัจจัยต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเร็งแล้วยังทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น และต้อกระจกอีกด้วย
5.ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ การกินปลาตระกูลปลาตะเพียนที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิใบไม้ตับ โดยหากบริโภคแบบสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อย ลาบ ทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีในตับได้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว และตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิทุกปี
5 ทำ 5 ไม่ ไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหมคะ แค่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัยเท่านั้นเอง


ถ้าไม่อยากเป็นตะคริว

ตะคริว คือ การที่มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงเป็นเวลานาน โดยทั่วไปตะคริวมักเกิดไม่เกินสองนาที แต่อาจมีบางรายเกิดนานได้ถึงห้านาทีหรือนานกว่านั้น ในบางรายอาจเกิดบ่อยจนทำให้เกิดความทุกข์ทรมานได้ โดยทั่วไปตะคริวมักเกิดในผู้สูงอายุและเกิดในตอนกลางคืน แต่ก็อาจเกิดในคนอายุน้อยและเกิดได้ทุกเวลา อาการนี้ถึงแม้จะไม่ส่งผลเสียถึงแก่ชีวิต แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ถ้าเกิดระหว่างว่ายน้ำ หรือขับรถ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้



สาเหตุของการเกิดตะคริว
สาเหตุการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด มีหลายทฤษฎี อาจเกิดจากการที่เอ็นและกล้ามเนื้อไม่ได้มีการยืดตัวบ่อยๆ ทำให้มีการหดรั้ง เกร็งได้ง่ายเมื่อมีการใช้กล้ามเนื้อนั้นมากเกินไป นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติไป และประการสุดท้ายอาจเกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ดีพอซึ่งมักพบในคนที่มีโรคที่ทำให้หลอดเลือดตีบ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น
อาหารที่ควรรับประทาน
น้ำมะขือเทศ น้ำส้ม มะนาว นม กล้วย เมล็ดผักทอง งา ถั่วเหลือง ป้วยเล็ง ปลาทะเลและวิตามินอื่นๆอีกมากหลายชนิด
อาหารที่ควรเลี่ยงรับประทาน
ชา กา แฟ น้ำอัดลม คาเฟอีนจากเครื่องดื่มเหล่านี้ เป็นตัวการทำให้เลือดข้น เมื่อเลือดไหลเวียนไม่สะดวกกล้ามเนื้อจะแข็งแกร็ง จนกายเป็นตะคริวไปในที่สุด

Tip:ปฐมพยาบาลถูกวิธีตะคิวก็หายเร็วขึ้น
ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง
เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงอย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาที แล้วนวดที่น่องเบาๆ ไม่ควรนวดแรงเพราะกล้ามเนื้ออาจจะบาดเจ็บ ทำให้ตะคริวกลับมาอีกได้
ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขา
เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ กดลงบนหัวเข่า แล้วนวดต้นขาบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆ
ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้า
เหยียดนิ้วเท้าตรงและลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า เดินไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวจากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณนิ้วเท้าเบาๆ
ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือ
เหยียดนิ้วมือออกเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคลายออก จากนั้นก็ค่อยๆนวดนิ้วมือทีละนิ้วเบาๆ


คนอ้วนง่ายกินเครื่องเทศรสเผ็ดร้อนจัดจะดีต่อระบบย่อยอาหาร

สธ.25 ส.ค.- แพย์แนะวิธีใช้เครื่องเทศดูแลสุขภาพ คนที่มีระบบย่อยอาหารและการเผาผลาญดีอยู่แล้ว ควรเลือกเครื่องเทศรสเผ็ดน้อย สำหรับคนอ้วนจัดหนักรสเผ็ดร้อนมากจะดี พบได้ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ 4-8 ก.ย.นี้




ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญ ด้านเภสัชกรรมการผลิต โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงประโยชน์ของเครื่องเทศในดูแลสุขภาพช่องท้องว่า เครื่องเทศส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอมฉุน ในแถบดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ถือว่าเป็นแหล่งเครื่องเทศที่สำคัญของโลก เช่น พริกไทย อบเชย กานพลู ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ มีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่อินโดนีเซียและมาเลเซีย ส่วนกระวานพบมากที่เขมร ส่วนประเทศไทย พบว่าเครื่องเทศที่มีรสเผ็ดร้อนมีคุณสมบัติช่วยเสริมการทำงานของระบบการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ การไหลเวียนโลหิตจะดี ผิวพรรณผ่องใส หายใจไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีกลิ่นตัว มีชีวิตชีวา สุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี
ดังนั้น การเลือกบริโภคเครื่องเทศควรเหมาะสมกับธาตุของแต่ละคน คนที่มีระบบย่อยอาหารและการเผาผลาญดีอยู่แล้ว ควรใช้เครื่องเทศที่มีรสเผ็ดร้อนไม่มาก และควรมีรสฝาดปนด้วย เช่น ขมิ้น ส่วนคนที่อ้วนง่าย แสดงว่าระบบย่อยอาหารไม่ดีนัก ควรเลือกใช้เครื่องเทศที่มีรสเผ็ดร้อนมาก เช่น พริกไทย ขิงแห้ง ดีปลี ส่วนรูปร่างคนผอมบางหรือผู้สูงอายุ ควรเลือกบริโภคเครื่องเทศกลุ่มที่มีรสหอมฉุนมากกว่ารสร้อน เช่น กระวาน ลูกผักชี กระชาย มะกรูด ตระไคร้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-8 กันยายน 2556 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 7-8 บูธโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีกิจกรรมเรื่องเครื่องเทศและสมุไพรปรับสมดุลร่างกายเผยแพร่แก่ผู้ที่มาร่วมงาน มีหนังสือแจก
ทุกวัน

ด้าน นพ.ปภัสสร เจียมบุญศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวเชิญชวนประชาชนที่สนใจศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือก เข้าชมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ภายในงานมีการประชุมวิชาการ มีบริการตรวจสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญ ลานภูมิปัญญาสี่ภาค การอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้านการแพทย์แผนไทยกว่า 40 หลักสูตรฟรี ลงทะเบียนได้หน้างานก่อนการอบรม 2 ชั่วโมงทุกวันตลอดงาน รับแจกหนังสือการดูแลสุขภาพในช่องท้องจากโรงพยาบาลเจ้าพยาอภัยภูเบศรวันละ 200 เล่ม ต้นไม้วันละ 1,000 ต้น.-สำนักข่าวไทย


รู้ทัน 5 โรคร้ายของผู้สูงวัย

ก็ยังอยู่ในช่วงเดือนที่อบอวลไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์ ของแม่กับลูก มิใช่ว่าคุณแม่คุณลูกจะรักกันแค่ช่วงนี้หรอกนะคะ เชื่อว่าความรัก ความห่วงใยของแม่และลูกนั้นจะถักทอสายใยความผูกพันให้คงอยู่ตลอดเวลา ดังเช่นวันนี้ก็ไม่พลาดที่จะหยิบเรื่องราวสาระดีๆ มาฝากกัน อย่างที่รู้ๆ กัน ด้วยอายุของคุณแม่ที่เพิ่มมากขึ้น สุขภาพร่างกายก็มีแต่จะร่วงโรยไปตามเวลา หน้าที่ลูกๆ อย่างเราคือควรใส่ใจในสุขภาพของท่าน ด้วยการดูแล คอยระวังสุขภาพว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคในผู้สูงวัยหรือไม่ ด้วยโรคต่างๆ


โรคเบาหวาน
โรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่วนใหญ่จะพบได้ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ซึ่งจะพบในผู้สูงอายุที่ครอบครัวมีการเกิดโรคนี้ อาการของโรคนี้จะเกิดอาการ ปัสสาวะ กระหายน้ำบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลด จนเกิดภาวะแทรกซ้อนด้วยโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคตา โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง
โรคความดันโลหิตสูง
เป็นโรคเรื้อรัง โดยในปกติคนเราจะมีค่าความดันโลหิตอยู่ 2 ตัว คือความดันตัวบนอยู่ที่ไม่เกิน 140 มิลลิเมตรปรอท ความดันตัวล่างไม่เกิน 190 มิลลิเมตรปรอท หากสูงกว่านั้นจะจัดอยู่ในภาวะความดันโลหิต ซึ่งเป็นโรคที่เกิดได้บ่อยในผู้สูงอายุ จะเกิดในขณะที่มีความเครียด ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง แต่บางครั้งจะมีอาการใจสั่น ปวดศีรษะ หน้ามืด ตาพร่า โรคนี้ตรวจพบได้ง่าย รักษาไม่ยาก แต่หากปล่อยไว้ จะทำให้เกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ อาจถึงกับหัวใจล้มเหลว
เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ ทำให้มีอาการหลงๆ ลืมๆ โดยโรคทางสมองที่พบบ่อยคือ โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน มักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป อาการเริ่มแรกมักจะลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น หาของใช่ไม่พบทั้งที่มีที่เก็บประจำ เป็นต้น ซึ่งวิธีป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ของโรคนี้ คือ ควรพยายามฝึกให้สมองได้คิดบ่อยๆ และพยายามไม่คิดมาก ไม่เครียด
โรคหัวใจขาดเลือด
เกิดจากเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดอาการตีบ ทำให้เลือด ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้ กล้ามเนื้อหัวใจ ขาดออกซิเจนชั่วขณะ เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก อาการจะทุเลาเมื่อพัก และถ้าเส้นเลือดที่ตีบ เกิดอุดตันอย่างเฉียบพลัน จะทำให้เกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทำให้เกิด อาการเจ็บหน้าอก อย่างรุนแรง อาจมีอาการ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตแบบปัจจุบันทันด่วน ก่อนที่จะไปถึงโรงพยาบาลได้
โรคกระดูก
กระดูกของคนเราจะเริ่มเสื่อมและบางลง เมื่อเรามีอายุ 45 ปีขึ้นไป และผู้หญิงก็จะมีกระดูกที่เสื่อมและบางมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในหญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน สาเหตุเพราะเกลือแร่ซึ่งมีแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส ถูกขับออกจากร่างกาย ซึ่งอาการที่สามารถรู้ได้ คือ ฟันผุ อาการปวดกระดูก ส่วนสูงลดลง หลังงุ้ม ขาโก่ง ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดการแตกหักของกระดูก ในส่วนต่างๆ ของร่างกายมีค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะกระดูกส่วนแขนระหว่างข้อศอกจนถึงข้อมือ
วิธีดูแลป้องกันการเกิดโรคในผู้สูงอายุ
ควบคุมอาหารให้เหมาะสมกับร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รสหวาน รสเค็ม
ลด ละ เลิกสิ่งอบายมุข ได้แก่ บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่ให้อ้วนเกินไป
ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด พักผ่อนอย่างเพียงพอ
หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อเกิดอาการผิดปกติควรรีบปรึกษา
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ทุก 6-12 เดือน
สิ่งสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ นอกจากการดูแลสุขภาพกายให้สมบูรณ์ แข็งแรงแล้ว การดูแลรักษาจิตใจด้วยการให้ความรัก ความเข้าใจ จะช่วยมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีอยู่กับเราไปนานๆ



กินยาแก้ปวดประจำเดือนส่งผลต่อสุขภาพนะจ๊ะ

กินยาแก้ปวดประจำเดือนอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง ในวันแรกที่ประจำเดือนมา อยากทราบว่าจะส่งผลต่อสุขภาพหรือไม่ ถ้ายาแผนปัจจุบันไม่ค่อยดี จะมียาสมุนไพรหรือวิธีบรรเทาปวดอื่นๆ แนะนำหรือไม่



 A: การปวดประจำเดือนเฉพาะวันแรกถือเป็นภาวะปกติที่เป็นได้ การกินยาแก้ปวดทุกชนิดมีข้อควรระวัง หากกินตาม ข้อแนะนำ และกินแค่หนึ่งวันในหนึ่งเดือนไม่อันตรายค่ะ ยกตัวอย่าง

- พาราเซตามอล กิน 1-2 เม็ด ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง และไม่เกินวันละ 4 มิลลิกรัมหรือ 8 เม็ด (หลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคตับ)

- ยาแก้ปวดลดการอักเสบ (NSAID) เช่น Mefenemic Acid (Ponstan) 500 มก., Ibuprofen 400 มก., Diclofenac 25 มก. กินหนึ่งเม็ดหลังอาหารทันที (อาจระคาย-เคืองกระเพาะอาหารได้)

- วิธีบรรเทาปวดอื่นๆ ได้แก่ ประคบร้อนบริเวณที่ปวด และการออกกำลัง

- หากอาการปวดรุนแรงมากขึ้น กินยาแล้วไม่ทุเลา ปวดทวารเวลาถ่ายอุจจาระ หรือเจ็บในช่องคลอดและท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมค่ะ

4 Tips สลัดอาการปวดหลัง

อาการที่หลายคนเคยเป็นหรือกำลังเป็นอยู่ขณะนี้คือ อาการปวดหลังเนื่องมา จากการนั่งทำงานเป็นเวลานานก้ม ๆ เงย ๆ ยกของผิดท่า หรือแม้กระทั่งการนอนหลับ ผิดท่า 



นายแพทย์บุญวัฒน์ จะโนภาษ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม กระดูกและข้อ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนาได้กล่าวว่า
" โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อแผ่นหลังของคนเราจะถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เกิดอาการตึงของกล้ามเนื้อ ทำให้เวลานั่งนาน ๆ เช่น นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบท จะเกิดอาการปวด ล้า บริเวณกลางหลัง และปีกหลัง "
โดยแนวทางป้องกันอาการปวดหลังที่ดีที่สุดคือ การหมั่นฝึกออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรง และสร้างความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลัง กระดูกสันหลัง ซึ่งชีวจิตปักษ์นี้พร้อมนำเสนอวิธีบริหารกล้ามเนื้อ แผ่นหลัง กระดูกสันหลัง ซึ่งท่าบริหารเหล่านี้จะช่วยยืด และผ่อนคลายเส้นเอ็นกระดูกสันหลัง ทำให้คุณไม่ต้องกังวลอาการปวดหลังอีกต่อไป

สำหรับ 4 ท่าบริหารมีดังนี้
ท่าที่ ท่าเตรียม นอนหงายลงบนพื้น 
ท่าปฏิบัติ งอเข่าข้างหนึ่งเข้าหาลำตัว ยกแขนทั้งสองข้างกอดรัดเข่าไว้ ค้างไว้นับ 1-10 ทำจนครบ 10 เซ็ต

ท่าที่ 2 ท่าเตรียม นอนหงายลงบนพื้น
ท่าปฏิบัติ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นทำมุม 45 องศากับลำตัว โดยพยายาม เหยียดขาให้ตรง ค้างไว้นับ 1-10 ทำจนครบ10 เซ็ต

ท่าที่ 3 ท่าเตรียม นอนหงายลงบนพื้น
ท่าปฏิบัติ สอดมือข้างหนึ่งไว้ใต้แผ่นหลังบริเวณบั้นเอว เกร็งหลังให้ตรง กดให้กระดูกสันหลังแนบกับมือมากที่สุด ค้างไว้นับ 1-10 ทำจนครบ 10 เซ็ต

ท่าที่ 4 ท่าเตรียม นอนคว่ำลงบนพื้น
ท่าปฏิบัติ ใช้มือทั้งสองข้างดันตัวขึ้นจากพื้น ยกลำตัวขึ้น พร้อมเหยียดแขนให้ตึง ค้างไว้นับ 1-10 ทำจนครบ 10 เซ็ต
ปรับเปลี่ยนอิริยาบถพร้อมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาการปวดหลังจะหายไป จากชีวิตคุณอย่างแน่นอน


Health Tip of The Day

การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่หมายถึงการ ที่เราดูแลตัวเองอย่างถูกต้องตั้งแต่เรื่อง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การพักผ่อน การป้องกันโรค การลดหรือเลิกสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ ร่างกายเรากระปรี้กระเปร่าพร้อมที่จะดำเนินชีวิตประจำวัน